เมื่อครั้งที่ผมมาโบสถ์ครั้งแรก ๆ
ผมได้ยินเพลง "พระคุณพระเจ้า" เป็นครั้งแรกผมรู้สึกชอบ เป็นเพลงที่ติดหูง่าย ๆ
วันนี้ เพลงนี้ข้ามยุคสมัยไปแล้ว เพราะเป็นเพลงที่ไม่มีวันล้าสมัย
ทุกวันนี้ยังมีคนฟัง มีคนเล่นและร้องเพลงนี้อยู่
มีนักร้อง
นักดนตรีชื่อดังทั่วโลกเคยเล่นเพลงนี้ ถูกนำมาเล่นในเกือบทุกแนวดนตรี
ทั้ง Rock,Pop,Jazz,Hip Hop,Blues
ทั้งร้องทั้งบรรเลง
วันนี้อยากจะนำประวัติที่มาของเพลงนี้มาให้พี่น้องได้รู้จัก
เพื่อเราจะสามารถร้องเพลงนี้ด้วยความเข้าใจ
ที่มา
และร้องได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นในขณะที่ร้อง
เราจะคิดถึงพระเจ้าที่ได้ทรงประทานพระคุณมากมายแก่เราเพียงใด
เป็นบทเพลง
ที่คริสตจักรทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีและมีความยืนยาวมาเกือบ 200 ปี
ผู้ประพันธ์เพลงอมตะนี้ คือ จอห์น นิวตัน
แต่งขึ้น
เมื่อปี ค.ศ.1748 กลางมหาสมุทร
เขาได้ประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงความรักของพระเจ้าที่แสนยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา
นิวตัน เกิดในประเทศอังกฤษ
วันที่ 24 กรกฏาคม ปี 1725 เป็นลูกของกัปตันเรือที่ค้าทาส
เมื่อ จอห์น นิวตัน อายุได้ 11 ปี เขาออกทะเลกับพ่อของเขา
และออกเดินทางถึง 6
ครั้งกับพ่อ ในช่วงที่พ่อของจอห์นเลิกเดินเรือ
เขาวางแผนส่งลูกชายไปทำงานที่ประเทศจาไมก้า
แต่เขากลับถูกเกณฑ์ไปเป็นนักเรียนทหารเรือ และเข้าประจำการบนเรือ H.M.S.
Harwich ในช่วงปี ค.ศ.1744 จากที่เคย
ล่องเรืออย่างอิสระกับพ่อ
นักเรียนทหารเรืออย่างจอห์น นิวตัน
ต้องทนอยู่กับระเบียบวินัยอันเคร่งครัดและถูกใช้งาน
อย่างหนัก
เขาเข้ากับใครไม่ได้เลย และมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อย ๆ
ทำให้ถูกลงโทษอย่างทารุณหลายครั้ง จนถูกปลดจาก
การเป็นนักเรียนทหารเรือให้เป็นเพียงลูกเรือธรรมดา
ในระหว่างการเดินทางอันยาวนานสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือ H.M.S.
Harwich แวะพักที่ Madeira เพื่อสะสม
เสบียง
เขาจบชีวิตบนเรือที่มีแต่กฏเกณฑ์อันเคร่งครัด
และเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเป็นลูกเรือบนเรือค้าทาส ที่กำลังมุ่งหน้าสู่
Sierra
Leone ชายฝั่งอัฟริกาตะวันตก แต่โชคชะตายังไม่เข้าข้างเขา
การเป็นลูกเรือค้าทาสกลับถูกใช้งานสาหัสยิ่งกว่าเดิม
และต้องทนอยู่กับภาพอันแสนโหดเหี้ยม ความอดอยากหิวโหย
การลงโทษอย่างทารุณทั้งที่เกิดกับพวกทาสผิวดำเอง และ
ลูกเรือธรรมดา ๆ อย่างเขา ด้วยเหตุการณ์คราวนี้อยู่ในความทรงจำของเขาในเวลาต่อมา ที่เขาเรียกมันว่า
"ครั้งหนึ่งกับนักค้าทาสที่ป่าเถื่อน และไร้ศีลธรรม"
เขาได้รับความช่วยเหลือจากกัปตันเรือผู้หนึ่ง
ซึ่งได้รับคำร้องขอจากพ่อของเขา ในระหว่างการเดินทางกลับบ้าน
เขาใช้เวลาด้วยการอ่านหนังสือหลายเล่ม
จนได้มาอ่านหนังสือที่มีอิทธิพลต่อการหันมาเป็นคริสเตียนของเขา
ชื่อ The
Imitation of Christ ของ Thomas A Kempis หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว นิวตัน สะดุดวลีหนึ่งเกี่ยวกับ
"ความไม่แน่นอนในชีวิตที่ดำเนินอยู่" และข้อพระธรรมสุภาษิตที่ว่า
"เพราะเราใด้เรียกแล้ว และเจ้าปฏิเสธ..ฝ่ายเราจะหัวเราะเย้ย
ความหายนะของเจ้า..." ถ้อยคำในหนังสือเล่นนี้ทำให้นิวตัน
กลับใจและเขียนเพลงนี้ขึ้นซึ่งมีความหมายลึกล้ำ โดยเชื่อกันว่าได้ทำนองเดิมมาจากเพลงสก็อตหรือไม่ก็ไอริช
เนื้อหาของ
เพลงนี้เขียนขึ้นมาจากชีวิตของนิวตันเอง และบางส่วนมาจากพระคัมภีร์ในเพลงสดุดีที่เขียนขึ้นโดยกษัตริย์ดาวิด
พระธรรม 1 พงศาวดาร บทที่ 16-17 เพลงที่แต่งขึ้นกลางทะเลลึกนี้
ต่อมาก็กระหึ่มดังก้องโลก และนิวตันก็เลิกจากการ
ค้าทาสหันมาทำงานรับใช้
ทิ้งท้องทะเลและชีวิตเก่าไว้เบื้องหลัง
และเพราะพระกรุณานี้ นิวตันจึงรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตและถวายตัวกับพระเจ้า
เขาตัดสินใจมอบชีวิตเพื่อพระเจ้า
ด้วยการเป็นศิษยาภิบาลโดยขอให้อาร์คบิชอปแห่งยอร์คแต่งตั้งเขา
แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะเขาไม่ได้เรียนด้านพระคัมภีร์
แต่นิวตันเองยังยืนยันความมั่นใจว่าเขาจะต้องเป็นศิษยาภิบาลให้ได้
เขาจึงหันไปเขียนหนังสือและได้รับเชิญให้ไปพูดในที่ต่าง ๆ
หลังจากนั้น
เขาก็ได้รับการแต่งตั้งหลังจากพยายามอยู่นาน โดยบิชอป แห่งลินคอล์น
และให้ไปดูแลคริสตจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เมือง Olney โบสถ์ของนิวตัน กลายเป็นที่รองรับคนมากมายมีการขยาย
อย่างมากเขาไม่ได้เทศนาแค่ที่ Olney แต่ได้รับเชิญไปเทศน์ทั่วประเทศในปี ค.ศ.1767 กวีชื่อดัง William
Cowper ก็ย้ายมาอยู่
ที่เมือง Olney และเขาทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกัน Cowper ช่วยนิวตันในการประชุมนมัสการและดูและคนที่มาเยี่ยมชม
มีการจัดประชุมอธิษฐานทุกสัปดาห์ พวกเขาร่วมกันแต่ง บทเพลงสรรเสริญพระเจ้ามากมาย
ที่แม้ในปัจจุบันก็ยังได้รับ
ความนิยมอยู่ และมีการตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี 1779
มีเพลงของ Cowper 68 เพลง และของนิวตัน 280 เพลง
เพลงที่ยังได้รับความนิยม จนถึงปัจจุบันก็เช่น เพลง"How Sweet
the Name of Jesus Sounds"
"Glorious Things of Thee Are Spoken" "Amazing Grace" ที่ถูกแต่งขึ้นระหว่างปี 1760-1770
ที่เมือง Olney
นิวตันไม่ใช่นักแต่งเพลงอาชีพ
หรือมีความสามารถด้านนี้นัก แต่เขาเป็นนักเขียน เขามีข้อความที่เป็นจดหมายจำนวนมาก
ที่เกี่ยวกับการค้าทาสในศตวรรษที่ 18
เขาเขียนบทความจำนวนมากที่สะท้อนแนวความคิดเกี่ยวกับการเชื่อตามแบบพระคัมภีร์
และความคิดเห็นจากเพื่อนของเขา จอห์น เวสลีย์
นิวตันเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้มีการเลิกทาส และต่อมาก็มีการเลิกทาส
ปี 1780 นิวตันย้ายจาก Olney
ไปอยู่ที่โบสถ์เซนต์แมรี่
(โบสถ์ใหญ่ในลอนดอน) ที่นี่ทำให้คำพูดของนิวตันมีอิทธิพลกับคนจำนวนมาก รวมทั้ง
William
Wilberforce เขาเป็นผู้นำการรณรงค์ การเลิกทาส
นิวตันเทศนาจนกระทั่งปีสุดท้ายของชีวิต จนตาของเขาไม่สามารถ
มองเห็นได้ในเวลานั้น
เขาเสียชีวิตในปี 1807 วันที่ 21 ธันวาคม ณ กรุงลอนดอน
จอร์จ
เฮอร์เบิร์ท ผู้รับใช้พระเจ้า และกวีชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 17 กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเล็กน้อยกว่าเศษเสี้ยวพระกรุณาคุณอันเล็กน้อยที่สุดของพระเจ้า" นี่คือ หลักประจำใจของเขา ที่เขาได้สลักไว้บน
แหวนตราของเขา
ซึ่งเป็นวลีที่ปรากฏอยู่คู่กับการลงนามในจดหมายและหนังสือต่าง ๆ ของเขา
ยาโคบก็เคยพูดประโยคเช่นนี้
เมื่อเขาใคร่ครวญถึงความประเสริฐของพระเจ้า ในขณะที่เขาเป็นคนบาปและน่าละอาย "ข้าพระองค์ไม่สมควรจะรับความรักมั่นคง
และความซื่อสัตย์แม้เล็กน้อยที่สุด ที่พระองค์ทรงโปรดประทานแก่ผู้รับใช้ของพระองค์" ปฐก.32:10
คำว่า "พระกรุณา" มาจากคำภาษาฮีบรูว่า Chesed หมายถึง
ความรักมั่นคงของพระเจ้า สิ่งสำคัญ คือ
คำนี้ควรมาจาก
ใจของผู้ที่มองว่าตนเองไม่คู่ควรอย่างที่สุด ความถ่อมใจและความสำนึก
ในบาปที่ได้กระทำ เป็นกุญแจสำคัญที่เปิดสู่พระทัย
ของพระเจ้า
ที่ทรงประทานพระคุณแก่ผู้ที่สำนึกอย่างจริงใจ
พระเจ้าทรงฟังเมื่อเราร้องขอพระกรุณาจากพระองค์อย่างถ่อมใจ
ข้อมูลจาก : www.weareimpact.com