covenantbkk

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
คริสตจักรพันธสัญญา กรุงเทพฯ...ยินดีต้อนรับทุกท่าน

 

ทำนองไพเราะ

 

ฤดูใบไม้ผลิปี 2009 ซูซาน บอยล์ขึ้นเวทีรายการ Britain’s Got Talent (รายการที่ให้ผู้ชมสมัครเข้ามาแสดงความสามารถ)
เทียบกับผู้เข้าประกวดคนอื่นแล้ว เธอหน้าตาธรรมดาๆ ไม่มีใครคาดหวังอะไรตอนที่เธอยกไมโครโฟนจรดริมฝีปาก แล้วเธอก็เริ่ม
ร้องเพลง คณะกรรมการประทับใจความไพเราะและพลังเสียงที่ก้องห้องส่งราวกับต้องมนตร์ ผู้ชมลุกขึ้นยืนปรบมือด้วยความตื่นเต้น
ทุกคนต่างประหลาดใจที่เพลงอันไพเราะจับใจนี้มาจากคนที่ไม่น่าจะร้องได้

ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เราทุกคน           จะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องความงามของพระเยซูให้ไหลล้นออกมาจากตัวเรา
แต่นั่นคือแผนการที่พระองค์วางไว้
       คนธรรมดาอย่างคุณและผมต่างผลัดกันขึ้นเวทีแห่งชีวิตต่อหน้าผู้ชมในโลกที่กำลังจ้องดูเรา
เพื่อนๆ ครอบครัวและทุกคนที่เรารู้จักจะได้เห็น     และได้ยินเรื่องความรักและพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา

ผมชอบคำของเปโตรที่เตือนเราว่า         เราเป็น ชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมี
ของพระองค์        ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด     เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
” (1 ปต.2:9)
คุณอาจคิดว่าอย่างคุณไม่น่าทำได้        แต่เมื่อคุณยอมให้พระองค์ทำงานผ่านตัวคุณ      โลกที่กำลังมองอยู่จะลุกขึ้นและหันมามอง...

 


ที่มา
: มานาประจำวัน 15/06/2010

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2010 เวลา 18:36 น.
 

อย่าบอกว่า "เป็นไปไม่ได้"

                                      ขณะที่ผมและเพื่อนเดินไปตามทางซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกำแพงเบอร์ลิน เขาพูดกับผมว่า
นี่เป็นสถานที่หนึ่งในชีวิตของผมที่ เรียกว่าอย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้’”  เขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนที่กำแพงแบ่งเมือง
ออกเป็นสองส่วน เขาต้องเดินทางหลายสิบครั้งผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองชาร์ลี เพื่อไปหนุนใจสมาชิกคริสตจักรใน
เยอรมนีตะวันออกที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดและถูกต่อต้าน บางครั้งเขาต้องถูกกักตัว ถูกเจ้าหน้าที่
ตรวจคนเข้าเมืองสอบสวนและข่มขู่

                                      ในปี 1988 เขาพาลูกที่เป็นวัยรุ่นของเขาไป ที่กรุงเบอร์ลินตะวันตกและบอกกับพวกเขาว่า
ดูกำแพงนี้ไว้ให้ดีนะลูก เพราะสักวันหนึ่งเมื่อลูกมีโอกาสพาลูกของลูกมาที่นี่ กำแพงนี้จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่
แต่หนึ่งปีต่อมากำแพงแห่งนี้ได้ถูกทำลายลง

                                      เมื่อเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสเริ่มทำร้ายสาวกของพระเยซู ไม่มีใครเคยคิดว่าเขาจะกลายมา
เป็นสาวกของพระองค์
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แต่กิจการ 9:1-9 ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เซาโลเผชิญหน้ากับพระเยซู
บนถนนที่ไปยังเมืองดามัสกัสในสภาพที่เขาตาบอด ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์สำคัญที่พลิกชีวิตของเขา เซาโลได้
เทศนาในธรรมศาลาของเมืองดามัสกัสว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับ
คนที่ได้ยินได้ฟัง (ข้อ
20-21)

                เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในคนที่ยากที่สุดที่เรารู้จัก อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ – DCM

ฤทธิ์อำนาจพระเจ้าอัศจรรย์
ไร้ขีดขั้นเกินเราจะคิดได้
ชีวิตเก่าพึ่งฤทธาจึงเปลี่ยนไป
ทั้งเติบโตภายในจิตวิญญาณ – Sper

                           อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ในสิ่งที่พระเจ้าสามารถทำได้

ที่มา : มานาประจำวัน 29/05/2010

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2010 เวลา 09:11 น.
 

ฉันหรือพระเจ้า?

มีคำถามอยู่ว่า "จริงหรือที่เราจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง บางเรื่อง
เรายกให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา?" เช่นจะซื้อบ้านสักหลัง
จะจีบสาวสักคน จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหนดี จะทำงานบริษัทไหนดี
จะอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานดี วันนี้เราจะมาศึกษาชีวิตของอับราฮัมและโลท
ลุงกับหลานจากพระคัมภีร์ว่า "ต่างกันตรงไหน"


1.สิ่งแรกก็คือความคิดจิตใจของอับราฮัมกับโลท


ความมั่งคั่งร่ำรวยของอับราฮัมกับโลทนั้น ทำให้เกิดปัญหาคือ
ไม่สามารถที่จะรวมอยู่ในที่เดียวกันได้
ก็เพราะต่างคนต่างมีฝูงแพะแกะมากมายและแต่ละคนก็มีงานไม่น้อย ดังนั้น
สิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาและฝูงสัตว์ก็คือแหล่งน้ำ
แน่นอนว่าหากจำนวนสัตว์เลี้ยงและคนมีมากกว่าน้ำ ปัญหาต้องเกิดขึ้น
เหมือนดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางจังหวัดของประเทศไทย
เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
ลงไม้ลงมือกันเนื่องจากแย่งแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตร


คำถามมีอยู่ว่า อับราฮัมคิดแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร?
สิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากชีวิตอับราฮัม ท่านเป็นคนใจกว้าง
(ไม่เพียงเป็นคนยุติธรรมเท่านั้น
เพราะความยุติธรรมก็คือต่างฝ่ายไม่เสียเปรียบกัน)
อับราฮัมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการเปิดใจกว้าง
ให้โลทเลือกทำเลที่ตั้งก่อน ด้วยประโยคนี้
"เราอย่าวิวาทกันเลย...เพราะเราเป็นญาติสนิท"


พระธรรมโคโลสี 3:12-14 บอกไว้ชัดเจนว่า
"เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้
เป็นพวกบริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม
ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน
และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน
องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้กับท่านฉันใด
ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
เพราะความรักย่อมผู้กพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์"


อับราฮัมถือว่าความเป็นญาติ
ความเป็นพี่น้องนั้นสำคัญและมีค่ายิ่งกว่าวัตถุสิ่งของ
หากเกิดการทะเลาะกันระหว่างคนงานของตนเองกับคนงานของหลาน
สิ่งนี้จะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้อย่าง ไร เราจะเห็นชัดเจนว่าอับราฮัม
"คิด" แก้ปัญหาด้วยใจที่เปิดกว้าง
คิดแบบมีความเป็นญาติพี่น้องเป็นสิ่งสำคัญ
คิดแบบใช้สติคือไม่ให้การทะเลาะเป็นชนวนของปัญหา


2.สิ่งที่สองคืออับราฮัมยกให้พระเจ้าเลือก ส่วนโลทขอเลือกเอง


จากเรื่องที่ยกมา ทำให้เราเห็นถึงความคิดจิตใจของอับราฮัมและโลท
และเรายังเห็นเข้าไปถึง "ชีวิตจิตวิญญาณ"
ของคนทั้งสองในการเลือกที่ดินเพื่อตั้งถิ่นฐาน
โลทเลือกแบบไม่คิดถึงลุงและไม่คิดถึงพระเจ้า
ส่วนอับราฮัมเลือกโดยคิดถึงหลานและพระเจ้าเสมอ


อับราฮัมไม่ได้รู้สึกว่าการให้โลทเป็นฝ่ายเลือกก่อนเป็นเรื่องที่แปลก
เพราะอับราฮัมยึดมั่นในพระสัญญาเรื่องการเลี้ยงดูของพระเจ้า
ท่านจึงไม่ได้ยึดติดกับวัตถุ
ส่วนโลทนั้นใจจดจ่ออยู่ที่ความมั่งคั่งแทนที่จะจดจ่ออยู่ที่พระสัญญาของพระเจ้า


โลทคิดว่าสิ่งที่ "ตนเองเห็น" นั้นดีที่สุด แต่สำหรับอับราฮัมนั้น
"สิ่งที่พระเจ้าสัญญาจะให้" นั้นดีที่สุด โลทดำเนินชีวิตตามที่ตามองเห็น
ส่วนอับราฮัมดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ดังนั้น
ไม่ว่าโลทจะตัดสินใจเลือกตรงไหนบริเวณไหน
อับราฮัมจึงไม่กังวลเกี่ยวกับอนาคตของตนเพราะท่านรู้ว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ข­องพระเจ้า
พระคำของพระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่า "สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน
คือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์" (1 โครินธ์
2:9)


ดังนั้น ผู้ที่เชื่อในคำสัญญาของพระเจ้า ชีวิตของเราจะไม่กระวนกระวายใจ
อิสยาห์ 28:16 บอกว่า "...เขาผู้นั้นที่วางใจจะไม่รีบร้อน"
เพราะเขาเชื่อในการทรงเลี้ยงดูของพระเจ้า และเขาจะไม่เป็นคนโลภ
นั่นแสดงว่าคนโลภคือคนที่ไม่ไว้ใจพระสัญญาของพระเจ้า
ผู้ที่ปราศจากความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า จะเลือกในสิ่งที่ตนเห็นว่าดี
แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ โลทได้คิดว่า
"ฉันจะเอา" แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "เราจะให้" ดังนั้น
เราจึงเห็นผลของการเลือกระหว่าง "ฉันจะเอา" กับ "เราจะให้" ต่างกัน
ท้ายสุดแผ่นดินที่โลทได้ครอบครองนั้นแย่สุดๆ
ส่วนแผ่นดินที่อับราฮัมได้ครอบครองนั้นดีที่สุด


และสิ่งที่อับราฮัมกระทำเมื่อท่านปักหลักตั้งถิ่นฐานก็คือ
สร้างแท่นบูชาแด่พระเจ้า
นี่แสดงว่าอับราฮัมให้การนมัสการพระเจ้าเป็นสุดยอดของชีวิตท่าน
"ในขณะที่โลทมีเต็นท์ แต่ไม่มีแท่นบูชา" (ปฐมกาล 13:5)
แทนที่โลทจะจับจ้องที่สวรรค์ เขากลับจดจ่อที่ราบลุ่มแม่น้ำจอร์แดน
สายตาของโลทจับจ้องอยู่ที่ความสำเร็จฝ่ายโลก แต่ล้มเหลวฝ่ายวิญญาณ


ขอหนุนใจพี่น้องทุกท่านว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะทำอะไร
หรือเลือกอะไรสักอย่าง ต้องให้พระเจ้าเกี่ยวข้องเสมอ
อย่าคิดอย่าทำเหมือนโลท แต่จงทำเหมือนอับราฮัม
กรณีมีเรื่องใดๆให้ทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า หากไม่ชัดเจนขอพระเจ้าได้ประทาน
"หมายสำคัญ" เพื่อให้เราแน่ใจว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"
หรืออีกทางหนึ่งก็คือการอ่านใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า (เฝ้าเดี่ยว)
เพราะพระเจ้าตรัสกับเราทางนั้น เราทุกคนอยู่ในโลกนี้ก็จริง
แต่อย่ายึดติดกับโลกนี้ อย่ายึดติดอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่ง
แต่จงให้ชีวิตในโลกนี้ของเราผูกติดแน่นกับสวรรค์
ผูกติดแน่นกับพระสัญญาของพระเจ้า และในที่สุด
อะไรดีๆมากมายจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา


บทความจากนิตยสารข่าวคริสตจักรฉบับเมษายน 2010


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 256 วันที่ 24-30 เมษายน
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ศจ.วิรัตน์ เป็งกันทะ

 

มัทธิว 23:3

 

       หญิงคนหนึ่งถูกจับฐานขับรถด้วยความเร็ว 160 กม./ชม. โดยมีหลานชายอายุ 10 ขวบนั่งอยู่ในรถ เธอบอกกับสายตรวจว่า

เธอกำลังสอนหลานชายไม่ให้ขับรถเร็วขนาดนี้ ผมเดาว่าเธอคงไม่อยากให้หลานทำตามที่เธอทำ แต่อยากให้ทำตามที่เธอพูด


       พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีดูจะมีปัญหาอย่างเดียวกัน พระเยซูตรัสถึงพวกเขาอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกที่ล้มละลายฝ่ายวิญญาณ

พระองค์กล่าวว่าทั้งสองพวกเป็นต้นเหตุของภาวะฝ่ายวิญญาณอันน่าสลดนี้ ในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดของโมเสส พวกเขามีหน้าที่สอน

ธรรมบัญญัติเพื่อให้ประชาชนดำเนินในทางของพระเจ้า และมีความสัมพันธ์อันแท้จริงและน่าตื่นเต้นกับพระองค์ (ฉธบ.
10:12-13)

แต่กลับกลายเป็นว่าการตีความและการบังคับใช้ธรรมบัญญัติของพวกเขา สำคัญกว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้า พวกเขาไม่ทำตามสิ่งที่

ตนเองสอน สิ่งที่พวกเขาแสดงออกให้เห็น ไม่ได้ทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่เพื่อให้เกียรติตัวเอง พระเยซูเปิดโปงให้เห็นว่า

พวกเขาคือ พวกสร้างภาพ ลวงโลกและหน้าซื่อใจคด


       สิ่งที่วัดผลว่าเราติดตามพระเยซูได้ดีเพียงใด ไม่ใช่คำพูดของเรา แต่คือการดำเนินชีวิตของเรา     เราบอกเรื่องพระวจนะ

ของพระเจ้าแก่ผู้อื่นและทำตามพระวจนะนั้นหรือไม่ ขอให้เราเป็นตัวอย่างการติดตามพระองค์แก่ผู้อื่น ทั้งโดยคำพูดและการกระทำ

 

                        เหตุฉะนั้นทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน จงถือประพฤติตาม เว้นแต่การกระทำของเขา อย่าได้ทำตามเลย 
 
              เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน แต่เขาเองหาทำตามไม่
….. มัทธิว 23 : 3



ที่มา : มานาประจำวัน 20/04/2010 

 

 


หน้า 1 จาก 13

ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน

ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์
(สดุดี 119:11)

ภาพยนตร์แนะนำ

ป้ายโฆษณา

บุคคลออนไลน์

เรามี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์